...หรือมันถึงเวลา...

posted on 22 Feb 2013 00:40 by wejk95
และแล้วช่วงเวลานี้มันก็วนเวียนมาถึง ปีห้ากับวิทยานิพนธ์
เร็วมาก เหมือนเพิ่งผ่านมาไม่นานกับช่วงเวลาที่เคยเจอพี่เขา...ตอนเขาอยู่ปีสามแล้วเราอยู่ปีสอง
เร็วเหลือเกินกับสองปีที่ผ่านมา แปบๆ พี่เขาก็ต้องลงมือทำวิทยานิพนธ์
ลงมือทำสิ่งที่เหนื่อยที่สุดในการใช้ชีวิตในคณะสถาปัตย์แห่งนี้
 
เราก็พยายาม พยายามที่จะบอกพี่เขา ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดให้พี่เขาฟัง ทั้งบอกทั้งย้ำว่า "มีอะไรให้หนูช่วยบอกได้นะ" "มีอะไรเรียกได้จะไปช่วยเลย"
เพราะเพียงแค่พี่บอก หนูก็พร้อมจะไปเสมอไม่ว่าจะยังไงก็ตาม
 
แต่ไม่ว่าจะย้ำยังไง จะพร่ำบอกแค่ไหน พี่ก็พูดเพียงแต่ว่า อื้ม ขอบคุณนะ ได้เลย
เราก็ได้แต่รอแล้วรอเล่า...รอ...รอ...และรอ รอว่าสักวันเขาจะเอ่ยขอความช่วยเหลือ
รอว่าสักวันเขาจะรับรู้ความจริงใจที่ไม่ได้หวังอะไร
เพียงแค่อยากช่วย อยากช่วยเท่านั้นเอง
 
แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีคำเอ่ยขอ แม้ว่าเราจะบอกกี่ครั้งกี่หน ก็มีแต่คำว่า ขอบคุณ
เหมือนพี่เขาไม่เคยจะรับรู้อะไรเลย
 
แถมเพื่อนมาบอกเราว่า พี่เขาเหมือนจะทำไม่ทันแล้วหาคนช่วยทำอยู่ โดยจะใช้วิธีจ้างเอา เราสนใจมั้ย
บอกตามตรง ตอนนั้นมันรู้สึกวูบไปทั้งใจ หัวใจมันเจ็บไปหมด
ทำไมกัน...ไม่รับรู้เลยหรือไง ความรู้สึกทั้งหมดที่น้องสาวคนหนึ่งอยากช่วย
ทั้งๆ ที่บอกแล้ว ย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้หนูไปช่วยได้นะ ขอเพียงแค่บอก บอกมาตรงๆ ต่อให้ลำบากยังไงก็จะไป
แต่เขาไม่เคยรับรู้เลย ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกนี้เลย
 
และแม้เราจะรู้ดีว่าเราไม่มีสิทธิ์ แต่หัวใจทั้งดวงมันก็เผลอน้อยใจจนเอาไปคิดมากอย่างน่าละอาย
มันร้าว มันเสียใจ มันพูดอะไรไม่ออก
และที่สำคัญความรู้สึกงอนมันล้นหัวใจ
ดังนั้นเมื่อพี่ผู้หญิงที่สนิทคนหนึ่งเอ่ยปากเรียกเราให้ไปช่วย เราจึงตอบตกลงไปทันที
 
แต่พอเวลาเข้าใกล้ ใกล้เวลาส่งทุกที ข้อความจากพี่ก็ส่งผ่านมาทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค
ถาม...ว่าเราว่างมั้ย อยากให้เข้าไปช่วย
ตอนนั้นความดีใจมันล้นไปทั้งอก ดีใจที่ในที่สุดเขาก็ตอบรับความจริงใจนี้เสียที ความจริงใจที่เราไม่เคยหวังผลอะไร เพียงแค่อยากช่วยเท่านั้นเอง
 
แต่เราจะทำยังไง? ในเมื่อเราตกลงที่จะช่วยพี่อีกคนหนึ่งไปแล้ว
เวลาหลังจากนี้ก็มีเพียงแค่สามวัน
ตั้งใจจะพักหนึ่งวันเพราะเราก็เพิ่งส่งโปรเจคเสร็จมา
สุดท้ายเราก็ตัดวันพักทิ้ง
....ในเมื่อพี่ทำงานไม่ทัน...
เอาเถอะพี่เขาอุตส่าห์เอ่ยปากขอร้อง
 
มันไม่เป็นไรหรอก...มันไม่เหนื่อยขนาดนั้นหรอก
ไปช่วยพี่เขาหนึ่งวัน ช่วยพี่อีกคนอีกหนึ่งวัน แล้วอีกหนึ่งวันที่เหลือก็ดูแล้วกันว่าใครทำไม่ทันมากกว่ากันก็ไปช่วยคนนั้น
แล้วเราค่อยกลับมาพักวันศุกร์ทีเดียว ยาวๆ ไหวน่า แค่นี้เอง
พร่ำบอกกับตัวเองตลอดเวลา
 
แต่ว่าร่างกายมันไม่ทำตามหัวใจ...ใจโบยบินไปถึงมหา'ลัยแล้ว แต่กายทรุดอยู่ที่บ้าน
มันล้า มันอ่อนแรง แล้วสุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนอนซมอยู่บ้านทั้งวัน
แถมยังลามไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ
 
เวลาที่เหลือเพียงแค่วันพฤหัสวันเดียวเราจะทำอะไรได้...เราจะทำยังไงดี เราจะไปช่วยใคร 
และสุดท้ายทิฐิก็ชนะทุกสิ่งทุกอย่าง
เพราะพี่อีกคนเอ่ยปากขอให้ช่วยก่อน เพราะพี่อีกคนดูท่าจะทำไม่ทันกว่า
แม้ใจเราอยากจะไปช่วยทางนั้นแค่ไหน สุดท้ายเราก็หันมาช่วยพี่ผู้หญิง...
 
แล้วแม้ว่าวันนี้จะเจอหน้าพี่เขาหลายครั้ง แต่ความรู้สึกเจ็บปวดในใจ ความรู้สึกผิดที่เราตกปากรับคำกับเขาทำให้เราไม่กล้าจะเอ่ยปากทักเลยแม้แต่น้อย
แม้มือจะยกขึ้นเหมือนจะทักพี่เขาก็ยกได้แค่นิดเดียว ปากมันแข็งไปหมด
สุดท้าย...วันนี้ก็จบลงด้วยการเหนื่อยสายตัวแทบขาด
เหนื่อยกาย....เพราะช่วยพี่จนหมดแรง
เหนื่อยใจ....เพราะความรู้สึกมันปั่นป่วนไปหมด
เราจะทำยังไงดี ไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรดี ไม่รู้ว่าจะบอกอะไรยังไงดี
 
รู้ว่าตัวเองคิดมาก รู้ดี แต่ว่าจะให้ทำยังไง
คิดมากจนบางทีก็คิดว่า ปล่อยแบบนี้ไปเถอะ
 
ปล่อยให้พี่เขาคิดว่าเราเป็นผู้หญิงแย่ๆ ที่แม้แต่คำสัญญาก็รักษาไม่ได้
เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เอ่ยปากสัญญาแต่ไม่ทำตาม
เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ดีแต่ปาก
ปล่อยให้พี่เขาคิดแบบนั้นไปก็ดี
เผื่อมันจะทำให้เราตัดใจได้เร็วขึ้น
 
มันแย่ กับการสารภาพความรู้สึกสองครั้ง แล้วก็ถูกปฏฺิเสธสองครั้ง
หรือว่าบางทีมันถึงเวลาแล้ว?? ที่เราจะต้องปล่อยแก้วที่มันร้าวในมือนี้ทิ้งไป
แก้วร้าวๆ ที่ไม่ว่าจะฝืนถือไปไกลแค่ไหนก็ไม่มีวันเติมน้ำเต็ม ยิ่งเติมเข้าไปเท่าไรมันก็ยิ่งรั่วออกมาเท่านั้น
แก้วที่รู้วิธีซ่อม....แต่แก้วไม่ยอมให้ซ่อม
แก้วที่อาจจะมีคนที่ซ่อมได้ดีกว่าเรารออยู่
หรือจริงๆ มันถึงเวลาแล้วใช่มั้ยที่เราจะปล่อยแก้วร้าวๆ นี้ไป
จะถือไว้ทำไมให้มันเจ็บมือ จะถือมันไว้ทำไมในเมื่อแก้วก็ไม่เคยสนใจว่าเราจะซ่อมมันหรือเปล่า
 
ลืมเถอะนะ,,,ลืมเถอะ
มันคงถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่จะลืม
เพราะจากนี้,,,วันเวลาต่อจากนี้ คงหมดเวลาแล้วสำหรับการคร่ำครวญ
หมดเวลาแล้วสำหรับคนถือแก้วกับแก้วร้าวๆ
ในเมื่อแก้วร้าวๆ ใบนั้นกำลังก้าวเดินไปสู่ทางที่ดี กำลังก้าวไปสู่อนาคต กำลังออกจากร้านขายแก้วไปสู่หนทางข้างหน้า
ในเมื่อต่อจากนี้ น้องปีสี่คนนี้กำลังจะเป็นพี่ปีห้า และพี่ปีห้าคนนั้นก็กำลังจะเป็นผู้ใหญ่
ไม่มีเวลาหรือที่ว่างให้เราได้หลอกตัวเองอีกแล้ว
ไม่มีที่ว่างสำหรับเราอีกแล้ว ในเมื่อที่ๆ เรากำลังยืนกำลังจะเป็นคนละที่กัน
คงไม่มีอีกแล้ว วันเวลาที่เราจะได้ยิ้ม,,,เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มเขา
มันคงไม่มีอีกแล้ว
ในเมื่อเขากำลังจะจากสถานที่แห่งนี้ไป
 
การ์ตูนเรื่องโปรดเรื่องหนึ่งเคยพูดไว้ว่า
"มันไม่แปลกที่เธอจะรักเขาต่อไป แต่การรักเขาข้างเดียวนานๆ มันไม่ใช่คนเก่งนะ"
 
ใช่...บางทีมันคงถึงเวลาแล้วนะ
ที่เราจะเป็นคนเก่ง
ก้าวเดินออกจากภาพเลือนลางแบบนี้เสียที
 
ขอให้พี่โชคดี น้องสาวคนนี้จะยืนมองพี่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ ยิ้มส่งพี่ให้ไปสู่อนาคตที่สดใส
ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา รอยยิ้มของพี่สวยทุกครั้งที่หนูเงยหน้าไปเจอ
และความขี้เล่นของพี่ก็น่ารักเสมอมา
ขอบคุณนะคะ
จากนี้พี่ก็จะเรียนจบแล้ว พี่จะออกจากสถานที่แห่งนี้ไปแล้ว
หนูคงจะเหงาที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของพี่อีก
แต่หนูจะทน หนูต้องทน มันหมดเวลาคร่ำครวญแล้ว ความเป็นผู้ใหญ่มันค้ำคออยู่ มันหมดเวลาแล้วสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่จะเอาแต่คร่ำครวญพร่ำหาคนที่ไม่สนใจกัน
ขอโทษถ้าที่ผ่านมาหนูเอาแต่ใจและดื้อดึงกับความรู้สึกเหล่านี้
ขอโทษจริงๆ
 
แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา สองปีที่ทำงานร่วมกันมา เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก มันอาจจะรวดร้าว แต่หนูมีความสุขมากจริงๆ ขอบคุณนะคะ
 
ขอให้พี่โชคดี...

...wakaranai...ไม่เข้าใจ...

posted on 04 May 2012 20:21 by wejk95

5 ปี เกือบจะ 6 ปีได้แล้วมั้ง กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา

ตอนนั้นเราก็อยู่สัก ม.4 วัยกำลังโต ไม่แปลกที่จะมีความรักกุ๊กกิ๊กๆ เหมือนอย่างใครๆ

แล้วก็ไม่แปลกเลยที่จะมี คนที่รู้สึกดีๆ จนถึงขั้นเป็นแฟน อยู่ด้วย

ไม่รู้ว่าตอนนั้นเราสองคนอยู่ในสถานะไหนกัน

เราบอกชอบเธอ เธอก็บอกชอบเรา

เราคุยกันทุกวัน เราพูดคำหวานๆ ราตรีสวัสดิ์กันทุกคืน เมสเสจหากันบ่อยๆ บางคราวเธอก็โทรมาปลุก โทรมาเอ่ยอรุณสวัสดิ์

แม้ไม่ได้เจอกัน แต่เสียงที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์โนเกียเครื่องเล็กๆ นั้น ก็มีมาทุกคืน

เราไม่เคยเรียกกันและกันว่า แฟน เราไม่เคยเอ่ยปากถามถึงสถานะระหว่างกัน เธอก็ไม่เคยเอ่ยปากบอกว่าเรา เป็นอะไรกัน

สถานะแบบนั้นมันดำเนินมาได้สักระยะ น่าจะถึงหกเดือนได้ แล้วก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เรื่องราวไม่ได้เลวร้าย แต่ความที่ยังเด็ก ไม่ประสีประสา เพียงแค่เรื่องเล็กๆ มันก็ลามปาม สุดท้าย เราสองคน ก็เลิกกัน

หลังเลิกกัน ไม่เจอหน้ากันพักใหญ่ แต่เพียงเวลาไม่นาน เธอก็มีคนใหม่ แม้เราจะเจ็บ เราจะเสียใจ แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อเราเป็นคนบอกเลิกเอง

ปีกว่าเกือบสองปี หัวใจที่เจ็บก็เริ่มไม่รู้สึกอะไร ความเจ็บเริ่มเลือนลาง ไม่ใช่ว่าลืม เพียงแค่หยุดคิดเท่านั้นเอง

หลังจากนั้นได้คุยกันบ้าง เล่นหัวกันบ้าง ราวกับไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างเราสองคน ทุกอย่างหมุนกลับไปที่จุดเดิม กลับไปที่ความเป็น เพื่อน

เราพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นดี แล้วรู้สึกดีใจมากที่ เราสองคนเป็นหนึ่งในไม่กี่คู่ ที่เลิกรากัน แต่สุดท้ายก็กลับมาคุยกัน เป็นเพื่อนกันได้สนิทใจเหมือนเดิม

ผ่านมาก็นานแล้ว เธอมีใครมากมายเข้ามาในชีวิต แฟนคนแล้วคนเล่าผ่านไป

เราอาจจะยังไม่มีใครนับจากเลิกกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มองคนอื่น หลายครั้งที่ปล่อยใจไปกับหนุ่มคนอื่น แต่เพราะไม่ใช่วาสนา ทุกอย่างเลยจบที่คำว่า พี่น้อง มาเสมอ

หลังจากนั้นปีกว่าเราก็มาเจอกันอีกครั้ง เพราะเรียนประถมที่เดียวกัน เลยมีมิตติ้งห้องขึ้นมา เราสองคนก็คุยกันเหมือนเดิม ยิ้มให้กัน เล่นหัวกัน ทุกอย่างอยู่ในระยะห่างของคำว่า เพื่อน ไม่มีการขยับเข้าหากันให้เจ็บปวดหรือคิดถึงเรื่องราวในอดีต เพราะตอนนั้นเธอก็มีใครข้างกาย และเราก็มีใครข้างใจ

ผ่านมาอีกหนึ่งปี เราเจอกันอีกครั้ง

หนึ่งปีที่ผ่านมาจากตอนนั้น เราเปลี่ยนไป เพราะเข้ามหา’ลัย เพราะเริ่มโตเป็นสาว เริ่มรู้จักแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม เราเปลี่ยนไปจากล่าสุดที่เจอกัน แม้จะไม่ได้สวยมากจนจับใจ แต่ก็กลายเป็นใครอีกคนที่เป็น ผู้หญิง กว่าเดิม

ตอนเจอหน้ากันก็ไม่มีเหตุอะไรที่แตกต่างไปจากครั้งก่อน เราคุยกัน เล่นกัน หยอกล้อกัน ทุกอย่างเหมือนเดิมจากเมื่อหนึ่งปีก่อน

แต่ตอนค่ำ ตอนทุกคนเล่นพูล เราไม่เล่นเพราะเสื้อคอลึกผสมกับเล่นไม่เป็น เลยนั่งเล่นกล้องเพื่อนไปตามประสา เธอเข้ามานั่งข้างๆ แล้วก็เอ่ยคำพูดขึ้นมาว่า ทำไมวันนี้น่ารักจัง

เรายอมรับว่าชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงที่ไม่ได้ยินนับจากเลิกกัน คำพูดและสำนวนที่ห่างหายไปไกลนับจากวันที่เราเอ่ยบอกลา ดังขึ้นมาข้างหู

แม้เราจะเอ่ยกลับไปด้วยการหยอกล้อ แล้วเธอก็หัวเราะแล้วเดินกลับไปเล่นพูลต่อ

เธอไม่รู้ตัวเลยว่าทำให้คนที่นั่งอยู่สับสนมากขนาดไหน

ทำไมถึงลดระยะที่มีให้กันมาโดยตลอด ทำไมถึงเลือกใช้คำพูดที่ทำให้คิดถึงอดีต คำพูดที่เธอมักเอ่ยบ่อยๆ ยามคบกัน

มันวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัว มีแต่คำว่า ทำไม?

เรายอมรับว่าไม่ได้ลืม ไม่เคยลืมเรื่องดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นยามคบกัน แต่เราไม่ได้คิดอะไรอีกแล้ว

ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาทำให้คิด ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมานั่งแล้วพูดคำพูดแปลกๆ นี้ขึ้นมา

หรือเพราะเห็นเรานั่งกร่อย หรือเพราะเห็นเรานั่งคนเดียว หรือเพราะอะไร?

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็ยังทำให้เราประหลาดใจ เมื่อทักเข้ามาในแชทเฟซบุค ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

คุยเล่นกัน แล้วก็ยังย้ำคำเดิมว่า วันนี้น่ารัก ซะด้วย

เธอต้องการอะไรจากเรากันแน่ ...

สงสัย ไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ต้องไปถาม เพื่อนผู้ชายที่สนิทกัน เพื่อนที่รู้เรื่องราวที่ผ่านมาของเรามาโดยตลอด เพื่อนที่ทุกครั้งที่เราไม่เข้าใจ มันมักจะให้คำตอบเราได้เสมอ

แต่คำตอบที่กลับมาก็ทำให้เรางง เข้าไปใหญ่

เค้าบอกว่า เค้าคุยกับเธอแล้ว เธอไม่มีทีท่าว่าจะมีอะไรพิเศษไปกว่าปกติ แถมยังปิดท้ายประโยคว่า ก็เป็นธรรมชาติของผู้ชายนี่

อืมมมม ถ้านี่เป็น ธรรมชาติของผู้ชาย เราก็ได้แต่ไม่เข้าใจ คงเพราะเราเป็นผู้หญิง จึงไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายชอบทำให้คิด ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดอะไร

หรือจริงๆ เธอก็ไม่ได้ทำอะไรที่แปลกไป แต่เพราะเราเป็น ผู้หญิง เราจึงคิดไปเอง

จนถึงตอนนี้ก็ไม่เข้าใจ แล้วก็คงได้แต่ปล่อยให้มันไม่เข้าใจอย่างนี้ต่อไปละมั้ง

หลังจากถามเพื่อนผู้ชาย ตอนนี้ก็หันไปถามเพื่อนผู้หญิงบ้าง

เค้าบอกเราว่าให้ดูระยะยาว ถ้ามีอะไรแปลกๆ ก็สันนิษฐานเลยว่า คงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแล้วล่ะ

แต่นี่ก็ผ่านมาสองสามวันแล้ว ไม่มีอะไรที่แปลกไปเลยนับจากวันนั้น

ก็คงได้แต่บอกตัวเองอีกครั้งว่า

ธรรมชาติของผู้ชาย...สินะ

แล้วอีกคำถามที่ เค้ายิงไว้

ถามแปลกๆ อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นหรอ??

เราก็นิ่งไป

ไม่ใช่ว่าเราอยากให้มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากให้มี

บางทีก็เหนื่อย บางทีก็เพลีย จนอยากมีใครข้างกายมาคอยเป็นกำลังใจให้

มันเลยเกิดความรู้สึกสับสนปนเปไประหว่างคำว่า อยาก กับ ไม่อยาก

อยาก มีใครข้างกาย

แต่ใจส่วนหนึ่งก็ไม่อยาก มีเธอข้างกาย เพราะยอมรับกับใจว่า คนที่อยู่ข้างใจตอนนี้ ไม่ใช่เธอ

คงได้แต่รอเวลา ว่าสักวันความสับสนทั้งหลายจะลงตัว

หวังว่า เธอจะเหมือนเดิม ถอยร่นระยะห่างที่อยู่ดีๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้ออกไป ถอยตัวเองออกไป ถอยและอย่าทำให้คิด เอาธรรมชาติในตัวเธอกลับไป อย่าเอามาใส่ในตัวเรา แล้วเราก็จะเอาธรรมชาติของเรากลับมา ผูกมัดไว้กับตัวจนกว่าจะมีใครเข้ามา

ขออยู่ที่เดิมอย่างนี้ ขอกอดคนข้างใจไว้แบบนี้สักพัก

ขอรอคอยเวลา รอคอยทุกสิ่งทุกอย่าง

อยากมีคนข้างกายก็จริง แต่เพราะอยากให้คนข้างกายครั้งนี้ เป็นคนข้างกายที่จริงจังกว่าครั้งที่ผ่านมา ไม่อยากให้มาอยู่ข้างกันเพียงผ่านๆ

เพราะฉะนั้นก็คงได้แต่ขอเวลา ขอกอดตัวเองกับหัวใจตัวเองไปสักพักแบบนี้ จนกว่าจะถึงวันนั้น วันที่เราพร้อมที่จะทำอะไรสักอย่าง

และก็ขออีกอย่าง ถ้าเธอจะย่นระยะเข้ามาใกล้แบบไม่จริงจัง ก็ย่นระยะกลับไป ถอยไปห่างๆ ขีดเส้นคำว่าเพื่อน ให้ชัด อย่าทำอะไรให้ต่างไปจากเดิม อยู่เฉยๆ อย่างนั้น อย่าเอาธรรมชาติของเธอมาตรงนี้

เพราะเราไม่อยากคิด ไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โต เพราะถ้าคิด เรื่องมันจะใหญ่โตเกินไป ไม่ใช่ใหญ่ภายนอก แต่มันใหญ่ภายในใจ

แล้วสุดท้ายคนที่จะเจ็บปวด ยามที่เธอ เอ่ยว่า มันคือธรรมชาติของเธอ ก็ไม่ใช่ใคร

ถ้าไม่ใช่เรา....

...ดราม่า...

posted on 11 Feb 2012 00:10 by wejk95

งานกลุ่ม...แปลกดีเนอะที่อยู่ดีๆ ปีสามก็มีงานกลุ่มให้ทำ

งานกลุ่มที่หนักไม่ใช่เล่น หนักมากเพราะมันไม่ได้มีแค่งานกลุ่ม มันมีงานส่วนตัวกันอีกคนละชิ้นสองชิ้น

หลายๆ อย่างมันต่อๆ กัน หลายๆ อย่างมันซ้ำๆ กัน จนทำให้สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา อาการของทุกคน หนักพอดู

เหนื่อยจนไม่รู้จะพูดยังไง ล้าจนไม่รู้จะพูดยังไง และเซ็งจนไม่รู้จะพูดยังไง

เข้าใจเลยว่า คำว่า “หางโผล่” คืออะไร

เข้าใจโลกขึ้นมาเลยว่า “ตัวข้านั้นสำคัญ” คืออะไร

เข้าใจโลกว่า ในโลกนี้ยังมีมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ “ดีแต่ปาก”

ยังมีมนุษย์อีกเพศหนึ่ง ที่ “ไม่ยอมทำอะไรหวังแต่ผล”

และมีมนุษย์ผู้ชายอีกประเภทหนึ่งที่ “อึกอักๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ขึ้นสเตตัสให้คนอ่านรู้สึก แล้วก็ดราม่ากัน”

ไม่ได้อยากจะดราม่าใส่แล้ว เพราะยังไงก็เพื่อนกัน แต่ทนไม่ไหว

หลายวันนี้แกอาจจะเห็นว่าเค้าดราม่าหนักมาก ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะงานนี้แหละ

ทุกอย่างมันเริ่มที่ ใคร ขึ้นสเตตัส

และเราก็ผิดที่หงุดหงิด เหวี่ยง ใส่สเตตัสตัวเอง

ทำให้ ใครอีกคน ขึ้นสเตตัส เหวี่ยง ใส่เรา

มันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่เนอะ ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ตามมาด้วยการไลค์ จาก ใคร คนที่เริ่มต้นเรื่อง

แย่เนอะ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่มั้ยถ้า ใคร ไม่ขึ้นสเตตัส

จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่มั้ย ถ้าเราใจแข็งพอ ไม่ดราม่า ถ้าเรานิ่งพอ ไม่เหวี่ยงใส่

แล้วก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่มั้ย ถ้า ใครอีกคน ไม่ขึ้นสเตตัสตอบกลับมา

แย่มากว่ะแก เรารู้สึกแย่จนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

ไม่เข้าใจเลย เป็นผู้ชายหรือเปล่า? ทำไมถึงเอาแต่ทำแบบนี้

ความผิดเรามั้ย? เราผิด เรายอมรับที่เราหงุดหงิด เราผิดที่เหวี่ยง เราผิด...

แต่เราไม่เข้าใจว่า ผู้ชาย ที่ดี เพื่อนผู้ชายที่ดี เค้าทำกันอย่างนี้หรอ เค้าขึ้นสเตตัสงี่เง่าๆ เพื่อเหวี่ยงใส่เพื่อนผู้หญิงอย่างนั้นหรอ

เพื่อนผู้ชาย? ขอโทษนะ แต่แน่ใจหรอว่า นี่คือนิสัยที่ผู้ชายทำกัน

นี่หรอ คือสิ่งที่ คุณ เรียก ว่า เพื่อน...

ไม่อยากฟื้นอดีตเลย ไม่อยากแม้แต่สักนิด แต่กี่ครั้งแล้ว ที่คุณทำให้เราเกิดคำถามในใจทุกทีว่า “เพื่อนกันแน่หรอ....??”

กี่ครั้งแล้ว ขอถามหน่อยจะได้มั้ย...

ถ้าคุณทนไม่ไหวก็ไม่ต้องทนกัน เพราะเราก็ทนที่จะอยู่ตรงนี้เหมือนกัน

เพราะแก คือ เพื่อน....

ถ้าไม่ใช่เพื่อนกัน เราก็คงทิ้งแกไว้ที่อื่นตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพื่อนกัน เราคงไม่เพิ่งมาเหวี่ยงใส่ตอนนี้หรอก

พอเถอะนะ ขอร้อง ถ้าคิดว่า ยังเป็นเพื่อนกันอยู่

หยุด...แล้วเราจะหยุด

หยุด...แล้วเราจะลืม

หยุด...แล้วมองหน้ากันใหม่

ขอร้องเถอะ หยุดสักที

ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่กว่านี้ ก่อนที่ความอดทนในใจเรามันจะหมด ก่อนที่ความเป็นเพื่อนในใจเราจะหมดความหมาย

ช่วย หยุด สัก ที เถอะ นะ...

 

 

แก เค้าอยากร้องไห้ เค้าไม่ไหวแล้วจริงๆ นะ เค้าไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจสักนิด ทำไมทำกันแบบนี้ เป็นผู้ชายหรือเปล่า เป็นเพื่อนกันหรือเปล่า